วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประเทศกัมพูชา


ประเทศกัมพูชา

คนทั่วไปรู้จักและให้ความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์กับประเทศกัมพูชาอยู่ 2 ประการคือ
  • เป็นแหล่งอารยะธรรมและราชธานีของอาณาจักรขอมโบราณที่ยิ่งใหญ่ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 - 16 แล้วล่มสลายไป คงเหลือหลักฐานปรากฎในรูปปราสาทหินโบราณจำนวนกว่า 1,700 ปราสาทกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป โดยมีปราสาทนครวัด ( Angkor Wat ) และกลุ่มปราสาทในนครธม ( Angkor Thom ) ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาชม
  • เป็นแหล่งที่เกิดการขัดแย้งทางการเมืองภายใน และการแทรกแซงจากภายนอก นำไปสู่การแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายฆ่าฟันกันเองของชาวกัมพูชาในช่วงทศวรรษที่ 1970 -1990 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการล้มตายไปของประชาชนนับล้านคนในช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี 8 เดือน 20 วัน ที่ระบอบเขมรแดง ( Khmer Rouge Regime ; 17 April 1975 - 7 January 1979 ) ได้ปกครองดินแดนนี้ และองค์การสหประชาชาติเห็นความสำคัญและพยายามที่จะจัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาคดีเขมรแดง เพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุจูงใจและข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมทั้งการพิจารณาโทษต่อผู้มีส่วนร่วมให้เกิดเหตุดังกล่าว
ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ การค้า และสังคมของกัมพูชาสำหรับบุคคลภายนอกนั้น เป็นที่รู้จักหรือรับรู้น้อยมาก ทั้งนี้ เนื่องจากภายหลังได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1953 เพียง 10 ปีเศษ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองชนิดที่เรียกว่าเป็นการพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินหลายครั้ง กล่าวคือ ในปี 1970 เกิดการรัฐประหารเปลี่ยนการปกครองจากราชอาณาจักรไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ ปี 1975 เปลี่ยนเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ลัทธิเหมา ปี 1979 เปลี่ยนเป็นสังคมนิยมแบบเวียดนาม ปี 1989 เริ่มเปลี่ยนกลับสู่ระบบตลาด และจนท้ายสุดรัฐธรรมนูญปี 1993 ได้กำหนดให้ประเทศนี้เป็นราชอาณาจักร มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ใช้ระบบเศรษฐกิจอาศัยกลไกการตลาดเสรีต่อเนื่องมาทุกวันนี้ กล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 30 ปีเศษที่ผ่านมา ทำให้คนส่วนมากโดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเข้ามาทำงาน หรือเข้ามาประกอบธุรกิจมีความมั่นใจเพียงพอที่จะกล่าวหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปทางด้านเศรษฐกิจ การค้าและสังคมในปัจจุบัน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ของไทย ซึ่งมีหน้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางการค้าทางเศรษฐกิจที่ดีกับกัมพูชา รวมทั้งต้องปฏิบัติการสนับสนุนการประกอบธุรกิจของภาคเอกชนไทยในทุกด้าน จึงเห็นความสำคัญที่จะจัดทำเอกสารรวบรวมและสรุปข้อมูลทางด้านการปกครอง สังคม การเมือง เศรษฐกิจการค้าและการลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะที่เกี่ยวพันกับประเทศไทยขึ้น เพื่อเป็นเอกสารเผยแพร่แก่ผู้ที่มีความสนใจที่จะเข้ามาทำการค้า หรือมาลงทุนในประเทศนี้ ได้ศึกษาเป็นพื้นฐาน สร้างความรู้ความเข้าใจเป็นการเตรียมการในเบื้องต้น ดังนี้

การเมือง การปกครอง 
ราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นประเทศเพื่อนบ้านซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกและมีพรมแดนทางบกติดต่อกับประเทศไทยเป็นระยะทางจากสันปันน้ำทิวเขาพนมดงรักถึงหลักเขตแดนที่ 1 (จังหวัดอุบลราชธานี) ต่อเนื่องลงมาทางใต้ จรดสันปันน้ำทิวเขาบรรทัด ถึงหลักเขตแดนที่ 73 (จังหวัดตราด) เป็นระยะทางประมาณ 798 กิโลเมตร มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์คือ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ทรงเป็นประมุข ภายหลังจากได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะที่ปรึกษาราชบัลลังก์

(The Royal Council of the Throne) ตามมติเมื่อแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2547 ให้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดา (สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ซึ่งสละราชสมบัติ) โดยมีพระราชพิธีราชาภิเษกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2547 ทรงเป็นประมุขของประเทศที่มีขนาด 1 ใน 3 ของประเทศไทย ซึ่งมีประชากรประมาณ 13.8 ล้านคนเศษ ( ปี 2548 ) เป็นชาย 6.7 ล้านคนเศษ หญิง 7.1 ล้านคนเศษ แบ่งเขตการปกครองเป็น 20 จังหวัด ( เรียกว่า แขต ) กับอีก 4 กรุง โดยแต่ละจังหวัดหรือกรุง จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกรุงกับรองผู้ว่าฯ อีก 7 – 9 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามวาระของรัฐบาล ( 5 ปี ) เป็นผู้ปกครอง ทั้งนี้ จังหวัดจะแบ่งเขตการปกครองย่อยเป็นอำเภอ และตำบล ( เรียกเป็น “ สะร๊อก ” และ “ คุ้ม “ ) ขณะที่กรุงจะแบ่งเขตการปกครองย่อยเรียกเป็น “ คาน ” และ “ สังกัด “ ทั้งนี้ หมู่บ้านหนึ่งๆ ซึ่งเป็นชุมชนย่อยลงไปจะเรียกว่า “ภูมิ”

รัฐสภาของกัมพูชาเป็นสภาคู่ ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร ( National Assembly ) ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 120 คน มาจากการเลือกตั้งทั่วไปโดยทางตรงและลับ มีวาระ 5 ปี ปัจจุบันมีสมาชิก 123 คน และมีสมเด็จกรมพระ นโรดม รณฤทธิ์ เป็นประธาน กับ วุฒิสภา ( Senate ) ที่มีสมาชิกมากสุดไม่เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ 2 คน เลือกจากพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากโดยเปรียบเทียบ 2 คนและที่เหลือมาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อม มีวาระ 6 ปี ( ปัจจุบันมีสมาชิก 61 คน ) และมีสมเด็จ เจีย ซิม เป็นประธาน ( ตำแหน่ง สมเด็จ เป็นตำแหน่งที่กษัตริย์สีหนุโปรดเกล้าพระราชทานแก่สามัญชนผู้ทำคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศ ปัจจุบันมีผู้ได้รับตำแหน่งและยังมีชีวิตอยู่อีก 2 คน คือ สมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จ เฮง สัมรินทร์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานกิตติมศักดิ์พรรคประชาชนกัมพูชา)

รัฐบาลปัจจุบันจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 เกือบ 1 ปี โดยเป็นรัฐบาลผสม 2 พรรคการเมือง ระหว่างพรรคประชาชนกัมพูชา ที่มี 73 ที่นั่ง ( CPP ; Cambodian People Party ) กับพรรคฟุนซินเป็ค ซึ่งมี 26 ที่นั่ง

(FUNCINPEC ; National United Front for an Independent, Neutral, Peaceful and Cooperative Cambodia) มีสมเด็จฮุน เซนเป็นนายกรัฐมนตรี จัดการบริหารเป็น 26 กระทรวง 2 ทบวง โดยมีพรรคสม รังสี ซึ่งมี 24 ที่นั่ง ( SRP ; Sam Rainsy Party ) เป็นพรรคฝ่ายค้าน

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของกัมพูชา ใช้ระบบแบ่งเขตแล้วเลือกตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ในสัดส่วนประชากร 100,000 คนต่อสมาชิกสภา 1 ที่นั่ง ทั้งนี้ ชาวกัมพูชาอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี จึงมีสิทธิลงคะแนน โดยผู้ที่ได้สัญชาติกัมพูชาโดยการเกิดอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และ 40 ปี เท่านั้น จึงมีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน และสมาชิกวุฒิสภาตามลำดับ

อนึ่ง หลังได้รับเลือกตั้ง หากสมาชิกพรรคการเมืองใดพ้นสภาพก่อนครบวาระของสภา พรรคการเมืองนั้นๆ สามารถส่งคนของตนเข้ามารับตำแหน่งและทำหน้าที่แทน ทำให้เมื่อพรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งเป็นรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่สามารถบริหารประเทศได้ค่อนข้างจะมีความมั่นคงตลอดวาระ 5 ปี ทำให้การเลือกตั้งแต่ละครั้งจะแข่งขันกันรุนแรง

ศาสนา สังคม และประชากร 
ศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติ ปัจจุบันเป็นที่นับถือประชาชนประมาณร้อยละ 90 ของประเทศ ประกอบด้วย 2 นิกาย คือ ฝ่ายมหานิกาย มีสมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี ( เทพ วงศ์ ) สมเด็จพระสังฆราช วัดอุณาโลม เป็นประมุข กับฝ่ายนิกายธรรมยุติ มีสมเด็จพระสุคนธาธิบดี( บัว คลี่ ) สมเด็จพระสังฆราช วัดบัวตูม เป็นประมุข ประชาชนส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 10 จะนับถือศาสนาอิสลาม คริสต์ และอื่นๆ

จากการที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก ทำให้ประเพณีปฏิบัติต่างๆ ของประชาชนชาวกัมพูชาจะสอดคล้องใกล้เคียงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยผู้สูงอายุจะเข้าวัดฟังธรรม เมื่อมีงานบุญตามประเพณี ประชาชนหนุ่มสาวและเด็กจะร่วมแรงช่วยเหลือจัดการงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ จะมีงานบุญประเพณีที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาตามจันทรคติเช่นเดียวประเทศไทยเป็นวันหยุดราชการ ได้แก่ วันมาฆบูชา, วันปีใหม่เขมร ( Khmer New Year ) ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์จะหยุดราชการในวันที่ 14 – 16 เมษายนทุกปี, วันวิสาบูชา วันสาร์ทเขมรซึ่งตรงกับ วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 (เรียกว่างานวันปรอจุมเบณ , Pchum Ben day) โดยจะหยุดราชการ 3 วัน ตั้งแต่วันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 จนขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 และงานวันลอยกระทง ( Water Festival ) เรียกว่างานบุญอมตุก หรืองานแข่งเรือ เพราะจะมีเรือจากจังหวัดต่างๆมาแข่งฝีพายกันหน้าพระบรมมหาราชวัง จะหยุดราชการ 3 วัน ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 นอกจากนี้จะเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ในโอกาสต่างๆ ประกอบด้วย

วันที่ 7 มกราคม ซึ่งเป็นวันปลดปล่อยกัมพูชาจากเขมรแดง
วันที่ 8 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสตรีสากล
วันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรงงาน
วันแรกนาขวัญ วันแรม 4 ค่ำ เดือน 6
วันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเด็กสากล
วันที่ 24 กันยายน ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญ
วันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันขึ้นครองราชย์
วันที่ 9 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันรับอิสระภาพจากฝรั่งเศส
วันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสิทธิมนุษยชนสากล

หากจะกล่าวโดยภาพรวมแล้ว ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณีของกัมพูชาและไทยจะใกล้เคียงกันในทุกเรื่อง รวมทั้งภาษา ถ้อยคำ พยัญชนะ สระ ตัวอักษร คำศัพท์ต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้ถูกหยิบยืมแลกเปลี่ยนใช้สืบเนื่องกันมาและตกค้างในแต่ละฝ่ายจำนวนหนึ่ง

เนื่องจากตลอดระยะ 30 ปีก่อนที่เขมรทั้ง 4 ฝ่ายจะลงนามในสัญญายุติข้อขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกัน ( the Agreement on a Comprehensive Political Settlement of the Cambodian Conflict ) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2534 ชาวกัมพูชาต้องรบราฆ่าฟันกันเอง ทั้งที่เกิดจากการขัดแย้งกันภายในและมูลเหตุชักจูงจากภายนอก ได้ทำให้ผู้มีการศึกษา ปัญญาชนและประชาชนจำนวนมากต้องล้มตาย ที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ในเวลานั้น ต่างคำนึงแต่จะหนีตาย เป็นผู้ลี้ภัยสงครามกระจายไปในประเทศต่างๆ กล่าวได้ว่าเกิดสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดทั่วหัวระแหง ผู้ที่มีชีวิตในช่วงนั้น เคยเปรียบให้ฟังว่า มีถนนก็ไม่มีคนเดิน มีบันไดก็ไม่มีคนขึ้น การศึกษาและสังคมขาดการพัฒนาไปช่วงหนึ่ง เพื่อเห็นภาพขอยกคำกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีสมเด็จ ฮุน เซน ในโอกาสเปิดการประชุมชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลต่อประชาคมนานาชาติ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 ณ โรงละครจตุมุข กรุงพนมเปญ ตอนหนึ่งระบุว่า “ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา(นับจากปี 1991) กัมพูชาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่เพียงแต่การเมืองและความมั่นคง ยังรวมถึงด้านสังคมและเศรษฐกิจ หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า เมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว หลังการล่มสลายของระบอบการปกครองเขมรแดง(ปี 1979) ช่วงนั้นในกรุงพนมเปญมีผู้อยู่อาศัยและทำงานอยู่เพียง 70 คน แต่เวลานี้มีชาวกัมพูชามากกว่า 1 ล้านคนทำงานและยังชีพอยู่ในเมืองหลวง(ในอดีต) ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น เพชรแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ก่อนที่จะเกิดสงคราม “

การสัมโนประชากรครั้งล่าสุดเมื่อปี 1998 กัมพูชามีประชากร 11,426,223 คน หากประเมินการขยายตัวของประชากรที่อัตราร้อยละ 2.4 ต่อปีแล้ว ประมาณได้ว่าประชากรของกัมพูชาในปี 2548 จะมี 13.8 ล้านคน เป็นหญิงประมาณร้อยละ 51 ชายร้อยละ 49 โดยประชากรเกือบครึ่งหนึ่งจะมีอายุไม่ถึง 20 ปี เปรียบเสมือนกำลังแรงงานในอนาคตที่จะรองรับการลงทุนในทุกด้าน ทำให้นักลงทุนจากประเทศต่างๆ มองเห็นโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากค่าแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศอื่นโดยเปรียบเทียบ ศึกษาและหาลู่ทางย้ายฐานการผลิตมายังประเทศนี้ หากการเมืองมีความมั่นคง และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนมากเพียงพอที่จะจูงใจ ทั้งนี้ จังหวัดที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน ได้แก่ กัมปงจาม กรุงพนมเปญ กันดาล พระตะบองและไพรเวง จังหวัดที่มีประชากร 500,000 – 1,000,000 คน ได้แก่ จังหวัดตาแก้ว เสียมราฐ กัมปอต กัมปงธม กัมปงสปือ กัมปงชนัง สวายเลียงและบันเตียเมียนจัย

เส้นทางคมนาคม 
กัมพูชามีเส้นทางคมนาคมติดต่อกับภายนอกและในประเทศครบทุกด้าน

ทางอากาศ มีสนามบินพาณิชย์ทางวิ่งเดียว ( Single Runway ) ที่ได้มาตรฐานสากลและเปิดใช้สำหรับเครื่องบินพาณิชย์ที่บินประจำและเครื่องเหมาลำระหว่างประเทศ 2 แห่ง คือ (1) สนามบินนานาชาติพนมเปญ หรือสนามบินโปเชนตง สามารถรองรับเครื่องบินได้ถึงขนาดโบอิ้ง 747 ( 500 ที่นั่ง ) กับ (2) สนามบินนานาชาติเสียมเรียบ ในจังหวัดเสียมราฐ ซึ่งยูเนสโก

( UNESCO ; United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization )ผู้ให้ทุนในการอนุรักษ์นครวัด – นครธม กำหนดให้รองรับเครื่องบินได้ไม่เกินขนาดโบอิ้ง 757

(200 ที่นั่ง) รวมทั้งยังมีสนามบินที่ยังไม่เปิดบริการอีกหลายแห่ง

ปัจจุบันมีเที่ยวบินไป-กลับ กรุงเทพ – พนมเปญ – กรุงเทพ วันละ 6 เที่ยวบินเป็นของบริษัท การบินไทย (TG) 2 เที่ยวบิน การบินกรุงเทพฯ (PG) 3 เที่ยวบิน และแอร์เอเซีย (FD) 1 เที่ยวบิน และมีเที่ยวบินไป-กลับ กรุงเทพ – เสียมราฐ – กรุงเทพ ของการบินกรุงเทพฯ วันละ 4 – 6 เที่ยวบิน

ทางน้ำ มีท่าเรือนานาชาติ 3 แห่งเป็นรัฐวิสาหกิจ 2 แห่งคือ ( 1 ) ท่าเรือนานาชาติสีหนุวิลล์ ซึ่งตั้งอยู่ติดอ่าวไทยในกรุงพระสีหนุ (เดิมชื่อจังหวัดกัมปงโสม) ทางตอนใต้ของประเทศ ห่างจากกรุงพนมเปญโดยทางรถยนต์ 226 กิโลเมตร( ทางหลวงหมายเลข 4 ) มีหน้าท่ากว้าง 550 เมตรสามารถรองรับเรือที่ระวาง 10,000 – 15,000 ตัน กินน้ำลึกไม่เกิน 8.5 เมตรได้ในเวลาเดียวกัน 2 – 3 ลำ กับ ( 2 ) ท่าเรือนานาชาติพนมเปญ ซึ่งอยู่ลึกเข้ามาประมาณ 330 กิโลเมตรจากปากแม่น้ำโขงที่ชายฝั่งทะเลจีนใต้ของประเทศเวียดนาม และจากการที่เป็นท่าเรือที่อยู่ในลำน้ำ ทำให้ความสามารถในการรองรับเรือในฤดูแล้งกับฤดูน้ำหลากจะต่างกันมากทั้งจากอุปสรรคของการเดินเรือและระดับความลึกหน้าท่าคือ สามารถรองรับเรือระวาง 2,000 ตันกับ 5,000 ตันในแต่ละฤดูตามลำดับ สำหรับท่าเรือแห่งที่ 3 เป็นท่าเรือเอกชนชื่อ ท่าเรือออกญามอง หรือ Oknha Mong Port ซึ่งตั้งอยู่ติดอ่าวไทยในเขตจังหวัดเกาะกง เหนือขึ้นมาจากท่าเรือสีหนุวิลล์ทางรถยนต์ประมาณ 40 กิโลเมตร หรือประมาณ 180 กิโลเมตรจากกรุงพนมเปญ เป็นท่าเรือที่เปิดดำเนินการควบคู่กับการขยายขนาดหน้าท่า ปัจจุบันสามารถรองรับเรือระวาง 500 – 1000 ตัน

ทางบก มีทั้งทางรถไฟ และทางรถยนต์ แต่ยังมีสภาพไม่สมบูรณ์ โดย

ทางรถไฟ เป็นรางเดี่ยวขนาดกว้าง 1.0 เมตรมี 2 เส้นทางคือ
(1) ปอยเปต -บันเตียเมียนจัย – พระตะบอง – โพธิสัด - พนมเปญ ปัจจุบันใช้เดินรถเพียงพนมเปญ – บันเตียเมียนจัย
(2) พนมเปญ – ตาแก้ว – กัมปอต – สีหนุวิลล์

เส้นทางรถไฟทั้ง 2 เส้นทางมีสภาพค่อนข้างทรุดโทรม รถไฟไม่สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วเท่าที่ควรและยังเป็นที่กังวลสำหรับความปลอดภัย ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากผู้โดยสาร แต่ยังคงมีการใช้เพื่อการขนส่งสินค้าที่ไม่ต้องการความเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียได้เคยแจ้งว่า ยินดีจะให้ความช่วยเหลือเหล็กรางรถไฟและบูรณะ

ทางรถยนต์ กัมพูชาจำแนกเส้นทางรถยนต์สายหลักและสายรองโดยใช้ตัวเลขกำกับในลักษณะเดียวกับไทย กล่าวคือเส้นทางสายหลักที่ออกจากพนมเปญไปยังภูมิภาคต่างๆ จะใช้เลขหลักเดียว ( National Road ) ส่วนเส้นทางสายรอง( Feeder Road )จะมีหมายเลขแยกเป็น 2 หรือ 3 หลักแยกย่อยจากหมายเลขถนนสายหลัก ทั้งนี้ ถนนสายหลักของกัมพูชามี 7 สายนับเวียนซ้ายตามเข็มนาฬิกา เริ่มสายที่ 1 จากพนมเปญไปทางตะวันออกจนจรดไปพรมแดนทางใต้ของเวียดนาม วนไปจนถึงสายที่ 7 จากพนมเปญ จรดแขวงจำปาศักดิ์ของลาว ทุกเส้นทางยังเป็นทาง 2 ช่องจราจร ( ไป 1 กลับ 1 )โดยแต่ละเส้นทางจะพาดผ่านจังหวัดต่างๆ

ถนนหมายเลข 1 จากพนมเปญไปทางตะวันออก ผ่านจังหวัดกันดาล ข้ามแม่น้ำ โขง เข้าจังหวัดไพรเวง จังหวัดสวายเรียง สุดทางที่ด่านพรมแดนนานาชาติบาเวต ( ติดต่อกับด่านมอกไบของเวียดนาม ) ระยะทางรวม 167 กม. ช่วง 60 กม.แรกพนมเปญ – แม่น้ำโขง เป็นถนนราดยางชำรุดเป็นช่วงๆ ที่แม่น้ำโขงยังไม่มีสะพานจึงต้องข้ามแพ ขึ้นฝั่งตรงข้ามแล้วถนนราดยางดีตลอดถึงชายแดน ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 3– 3.5 ชั่วโมง ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้ตกลงให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงถนนช่วงพนมเปญ-แม่น้ำโขง และสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามแม่น้ำโขงแล้ว คาดว่า เส้นทางจะสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2551

ถนนหมายเลข 2 จากพนมเปญไปทางใต้ ผ่านจังหวัดกันดาล แล้วไปสุดทางที่พนมเดิน จังหวัดตาแก้ว ( มีด่านคนท้องถิ่นข้ามไปเวียดนามที่ หนาเบิง ) ระยะทาง 121 กม. ถนนราดยางไหล่ทางแคบ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 – 2 ชั่วโมง ถนนหมายเลข 3 จากพนมเปญไปทางใต้ เกาะตะเข็บจังหวัดกันดาล กับ กัมปงสะปือ ผ่านจังหวัดตาแก้วเข้าจังหวัดกัมปอต แล้วเลียบชายฝั่งไปทางตะวันตกจนจรดทางหลวงหมายเลข 4 ในเขตกรุงพระสีหนุ ระยะทาง 202 กม. ช่วงแรกพนมเปญ – กัมปอต148 กม. ถนนราดยางแต่เป็นคลื่น ช่วงหลัง เลียบชายฝั่งทางกำลังขยายรวมไหล่ทางเป็น 4 เลน ราดยางคืบหน้าแล้วประมาณร้อยละ 80 ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 3.5 – 4.5 ชั่วโมง

ถนนหมายเลข 4 จากพนมเปญผ่านจังหวัดกัมปงสปือ และจังหวัดเกาะกง จนจรดชายทะเลอ่าวไทย บริเวณท่าเรือกรุงพระสีหนุ ระยะทาง 226 กม. เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญและถือเป็นราดยางที่ดีที่สุดตลอดเส้นทางของกัมพูชา ใช้เวลาเดินทาง 3.5 – 4 ชั่วโมง

ถนนหมายเลข 5 จากพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านพื้นที่จังหวัดกันดาล เข้าตัวจังหวัดกัมปงชะนัง จังหวัดโพธิสัด จังหวัดพระตะบอง จังหวัดบันเตียเมียนจัย และสิ้นสุดทางที่ด่านพรมแดนนานาชาติปอยเปต - อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย ระยะทางรวม 407 กม. เป็นถนนราดยางใช้ได้ดี ยกเว้นช่วงจากอำเภอศรีโสภณ จังหวัด บันเตียเมียนจัย ไปพรมแดนระยะทาง 49 กม. เป็นถนนราดยางที่ชำรุด หน้าแล้งพอใช้ได้ หน้าฝนทรุดโทรมมาก ตลอดเส้นทางใช้เวลารวม 5.5 – 7.5 ชั่วโมง

ถนนหมายเลข 6 จากพนมเปญขึ้นไปทางเหนือผ่านเขตจังหวัดกันดาล กัมปงจาม เข้าตัวจังหวัดกัมปงธม จังหวัดเสียมราฐ แล้วไปบรรจบกับถนนหมายเลข 5 ที่อำเภอศรีโสภณ จังหวัดบันเตียเมียนจัย ระยะทางรวม 416 กม. เป็นถนนราดยางใช้ได้ดี ยกเว้นช่วงเสียมราฐ – ศรีโสภณ ระยะทาง 90 กม.เป็นลูกรังหน้าแล้งพอใช้ได้ หน้าฝนไม่สะดวก ตลอดเส้นทางใช้เวลา 6.5 – 8 ชั่วโมง

ถนนหมายเลข 7 แยกจากถนนหมายเลข 6 ที่บ้านเชิงไพร จังหวัดกัมปงจามไปทางตะวันตก ผ่านตัวจังหวัด มุ่งสู่ชายแดนด้านเวียดนามก่อนเลี้ยวขึ้นไปทางเหนือเข้าสู่ตัวจังหวัดกระแจะ จังหวัดสตรึงไตรย์ ไปจนจรดด่านพรมแดนนานาชาติบ้านโอสวาย – เวือนคำ แขวงจำปาศักดิ์ของประเทศลาว ระยะทางรวม 461 กม. ช่วงแรกพนมเปญ-กระแจะ ประมาณ 280 กม. เป็นถนนราดยางใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.5-4.5 ชั่วโมง ที่เหลือเป็นทางลูกรังยังไม่ได้สำรวจ

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชากำลังเร่งรัดขอความช่วยเหลือจากนานาชาติในการปรับปรุงการคมนาคมในทุกด้าน โดยคาดว่า ภายในอีก 3 ปีข้างหน้าถนนสายหลักจะราดยางสมบูรณ์ตลอดทั้ง 7 เส้นทาง (แล้วคงต้องกลับมาซ่อมทางราดยางเดิมที่เสียหาย) สำหรับประเทศไทยได้ตกลงให้ความช่วยเหลือทางด้านถนนแก่กัมพูชาแล้ว 2 เส้นทาง ได้แก่ ( 1 ) ทางหลวงหมายเลข 48 แยกจากทางหมายเลข 4 ที่ กม.130 ไปทางตะวันตกจนถึงจังหวัดเกาะกงซึ่งติดกับจังหวัดตราดของไทย โดยเป็นการให้เปล่าสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามแม่น้ำ 4 แห่ง และให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในการปรับปรุงแนวถนนลูกรังเดิมเป็นถนนราดยางตลอดเส้นทาง รวมระยะทางประมาณ 148 กิโลเมตร กับ ( 2 ) ทางหลวงหมายเลข 67 แยกจากทางหลวงหมายเลข 6 ที่ตัวจังหวัดเสียมราฐ ขึ้นไปทางเหนือ จนจรดด่านชายแดนไทย – กัมพูชา( ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ – อันลองเวง จังหวัดอุดรมีจัย ) โดยเป็นการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในการปรับปรุงแนวถนนลูกรังเดิมเป็นถนนราดยางตลอดสาย รวมระยะทางประมาณ 138 กิโลเมตร และฝ่ายกัมพูชาได้ขอให้ไทยพิจารณาให้ความช่วยเหลืออีก 1 เส้นทาง คือ ทางหลวงหมายเลข 68 แยกจากทางหลวงหมายเลข 6 ที่อำเภอกระลัน ทางตะวันตกของจังหวัดเสียมราฐ ขึ้นไปทางเหนือ จนจรดด่านชายแดนไทย – กัมพูชา ( ช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ – สำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ) ระยะทางประมาณ 125 กิโลเมตร

ภาษา และการสื่อสาร 
ภาษาประจำชาติของกัมพูชาคือ ภาษาขแมร์ ซึ่งสำหรับคนไทยแล้ว หากตั้งใจที่จะเรียน น่าจะสามารถพูดและอ่านได้ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน เนื่องจากพยัญชนะ สระ การประสมคำ และรูปประโยคจะคล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันที่เห็นชัดเจนคือ วิธีการออกเสียงซึ่งของไทยจะเน้นเสียงตัวสะกด ขณะที่กัมพูชาจะไม่ค่อยออกเสียงตัวสะกด และเสียงสระจะผันตามเสียงพยัญชนะซึ่งมี 2 ฐานคือ โฆษะ กับ อโฆษะ หรือเสียงใหญ่กับเสียงเล็ก เช่น คำตามรูปพยัญชนะและสระสะกดว่า “ การงาน “ ไทยอ่านว่า “กาน – งาน “ กัมพูชาจะอ่านว่า “ กา – เงีย “ อักษร “ก” เป็นพยัญชนะโฆษะเสียงใหญ่ สระเสียงคงรูป แต่อักษร “ง” เป็นอโฆษะ เสียงเล็ก สระจะผันตามพยัญชนะ ซึ่งผู้สนใจคงจะต้องไปหาที่เรียนรู้เพิ่มเติม

ทั้งนี้ พยัญชนะขแมร์มี 32 ตัว สระมี 21 ตัว

จากการที่ชาวกัมพูชามีความใกล้ชิดกับชนชาติต่างๆ มาก ไม่ว่าจากการเป็นสังคมที่เปิดกว้าง การเข้ามาค้าขายของชาวจีน การกลับประเทศของผู้ลี้ภัยสงคราม ไม่ว่าจากประเทศที่มีชายแดนติดกัน หรือจากอเมริกา ฝรั่งเศส หรือออสเตรเลีย รวมทั้งการได้รับความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษาในด้านต่างๆ จำนวนมาก และอาจจะประกอบกับการให้ความสำคัญต่อการมีทักษะทางด้านภาษาต่างประเทศ ทำให้นักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนชั้นกลางขึ้นมา จะพูดและฟังภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาแม่ได้ดี โดยทางธุรกิจการค้าจะมีภาษาจีนแต้จิ๋ว จีนกลาง และอังกฤษเป็นสำคัญ ขณะที่ภาษาไทยและเวียดนามจะรู้จักแพร่หลายทั่วกับผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนทั่วไป โดยผู้ที่อยู่ตามจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศทั้งสองจะมีทักษะในการใช้ภาษาไทยและเวียดนามมากกว่าผู้อยู่ในพนมเปญ

ระบบการสื่อสารในประเทศกัมพูชาและการเชื่อมต่อออกนอกประเทศในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นประเทศที่เปิดเสรีระบบโทรคมนาคม ทำให้มีเครือข่ายการสื่อสารที่ครบถ้วนสมบูรณ์และแข่งขันกันมากประเทศหนึ่ง หากเทียบขนาดตลาด 13.8 ล้านคนกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มีสายและไร้สายรวม 6 ราย และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต 3 ราย

เงินตราและการเดินทางไปกัมพูชา 
กัมพูชามีเงินตราประจำชาติได้แก่ เงินสกุล “เรียล “ ( Riel ) ซึ่งรัฐบาลพยายามรักษาเสถียรภาพให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 4,000 เรียล (บวก/ลบ 100)ต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้เกิดความนิยมใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนให้มากขึ้น แทนการใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจทุกด้านในเมืองหลวงและเมืองท่องเที่ยวทุกวันนี้ ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นว่า คงจะต้องใช้ความพยายามและเวลาอย่างมากที่จะทำให้ตลาดทั้งระบบใช้เงินเรียลอันเป็นสกุลเงินตราของท้องถิ่น เนื่องจาก (1) เศรษฐกิจกัมพูชายังคงเป็นเศรษฐกิจเงินสด ( Cash Economy ) เงินผ่านระบบธนาคารค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับธุรกรรม (2) เงินตราสกุลดอลลาร์ได้หมุนเวียนและหยั่งรากลึกอยู่ในระบบเศรษฐกิจของกัมพูชา รวมทั้งถูกใช้เป็นหน่วยของการซื้อขายสินค้าส่วนใหญ่ในเมืองสำคัญๆ และ (3) ร้านแลกเปลี่ยนเงินตราที่มีมากและเปิดได้เสมือนเสรี ทำให้การแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลใดสกุลหนึ่งสามารถทำได้ง่ายด้วยต้นทุนที่ต่ำ ประกอบกับ (4) สินค้าที่ซื้อขายส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการนิยมการแจ้งราคาเป็นดอลลาร์ซึ่งมีเสถียรภาพมากกว่า

เนื่องจากไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านและเงินตราสกุล “ บาท “ ของไทยเป็นที่รู้จักและเป็นเงินตราอีกสกุลหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในตลาดกัมพูชา ทำให้คนไทยที่เดินทางเข้ามาในกัมพูชา โดยเฉพาะทางตะวันตกของประเทศซึ่งติดต่อกับประเทศไทยเช่น เสียมราฐ พระตะบอง ศริโสภณ พลอยได้รับความสะดวกสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าด้วยเงินบาท แทนที่จะต้องไปแลกเป็นเงินดอลลาร์หรือเงินเรียลก่อน

สำหรับคนไทยทั่วไปที่จะเดินทางไปยังกัมพูชา ขอเรียนว่า ถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงงดเว้นการตรวจลงตราเข้าประเทศระหว่างกัน ดังนั้น คนไทยที่จะเดินทางไปยังกัมพูชาจึงจำเป็นต้องมี “ วีซ่า “ ประกอบหนังสือเดินทางก่อน จึงเข้าประเทศกัมพูชาได้ โดยสามารถขอ “ วีซ่า “ จากสถานทูตกัมพูชาในประเทศต่างๆ ก่อนออกเดินทาง หรือจะมาขอที่ด่านพรมแดนก่อนเข้าประเทศกัมพูชา หรือที่เรียกกันว่า Visa on Arrival ก็ได้ ทั้งนี้วีซ่าประเภทท่องเที่ยวหรือ Tourist Visa คิดค่าธรรมเนียม 20 ดอลลาร์ สหรัฐฯ ส่วนวีซ่าประเภทธุรกิจหรือ Business Visa เสียค่าธรรมเนียม 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยทั้ง 2 ประเภทต่างอยู่ได้ 30 วัน แต่วีซ่าประเภทธุรกิจเท่านั้นที่สามารถนำไปประกอบการขอวีซ่าประเภทอยู่อาศัยชั่วคราว Multiple Visa เพื่อเดินทางเข้า - ออกกัมพูชาได้หลายครั้งใน 1 ปี และนำไปประกอบการขออนุญาตทำงานหรือ Work Permit ได้ ทั้งนี้ นอกจากการเข้าออกทางท่าอากาศยานนานาชาติทั้งสองแห่ง กับท่าเรือนานาชาติของกัมพูชาที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังสามารถใช้จุดผ่านแดนถาวรระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ที่เปิดบริการตั้งแต่ 07.00 – 20.00 น. ทุกวัน รวม 6 จุด ได้แก่
  • จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอภูสิงห์ ช่องสะงำ - ช่องจวม อ. อันลองเวง จ.อุดรมีชัย
  • จังหวัดสุรินทร์ อำเภอกาบเชิง ช่องจอม - ช่องโอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย
  • จังหวัดสระแก้ว อำเภออรัญประเทศ บ้านคลองลึก - ช่องปอยเปต อ.โอโจรว จ.บันเตียเมียนเชย
  • จังหวัดจันทบุรี อำเภอโป่งน้ำร้อน บ้านแหลม - ช่องพนมพรึก อ.กำเรียง จ.พระตะบอง
  • จังหวัดจันทบุรี อำเภอโป่งน้ำร้อน บ้านผักกาด - ช่องบ้านพรม อ.ศาลากราว กรุงไพลิน
  • จังหวัดตราด อำเภอคลองใหญ่ บ้านหาดเล็ก - ช่องจามเยียม อ.มณทลสีมา จ.เกาะกง
ทั้งนี้ นอกจากผู้ที่ถือหนังสือเดินทาง (Passorpt) และมีการตรวจตราหรือ VISA เรียบร้อยแล้ว สามารถเดินทางผ่านเข้าออกด่านถาวรดังกล่าวตามเวลาทำการข้างต้นแล้ว (ยกเว้นการเดินทางเข้ากัมพูชาสามารถขอทำ VISA on Arrival ได้) ประชาชนที่อยู่ตามชายแดนสามารถขอทำบัตรผ่านแดนจากหน่วยงานปกครองในท้องถิ่น (เปรียบเสมือนหนังสือเดินทางเฉพาะท้องถิ่น) ซึ่งจะสามารถใช้เดินทางได้ไกลถึงจังหวัดที่ถัดจากจังหวัดที่อยู่ติดกับภูมิลำเนาของตน โดยแต่ละครั้งจะสามารถอยู่พำนักได้ไม่เกิน 7 วัน

นอกจากจุดผ่านแดนถาวรข้างต้นแล้ว ไทย และ กัมพูชา ยังได้ตกลงเปิดจุดผ่อนปรน เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับประชาชนที่อยู่อาศัยในจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน สามารถเดินทางข้ามไปมาหาสู่ระหว่างกันได้อีก 8 แห่ง ประกอบด้วยจังหวัดอุบลราชธานี 1 แห่ง สระแก้ว 3 แห่ง จันทบุรี 3 แห่ง และตราด 1 แห่ง

ประเทศลาว


สังคมและวัฒนธรรมประเทศลาวthe-than86.gif

ปัจจุบันประเทศลาวมีประชากรประมาณ 6,835,345 คน ( 2552 ) มีหลายเชื้อชาติ ภาษาลาวจะเรียกรวมกันว่า " ประชาชนบรรดาเผ่า " สามารถจำแนกได้เป็น 68 ชนเผ่าโดยประมาณ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

1138529703.gifลาวลุ่ม

หมายถึงชาวลาวที่อาศัย อยู่ในเขตที่ราบ ได้แก่ เชื้อชาติ ลาว ภูไท ไทดำ ไทลื้อ ฯลฯ ประชาชน กลุ่มนี้มีอยู่ร้อยละ 68 ของประเทศ

1138529703.gifลาวเทิง อาศัยอยู่ในเขตที่ราบสูง เช่น ชาวบูน มะกองงวน ตะโอย ตาเลียง ละเม็ด ละเวน กะตัง ฯลฯ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของประเทศ

1138529703.gifลาวสูง เป็นชาวลาวที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขาสูง เช่น ชาวม้ง เย้า มูเซอ ลาฮู และชาวเขาเผ่าต่างๆ

1138529703.gifส่วนมากอาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือของลาวนอกจากนี้ยังมีเชื้อสาย เวียดนาม เชื้อสาย จีน รวมทั้งชาวต่างชาติอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมดด้วย



ศาสนาและวัฒนธรรม

l66.gif

the-than18 (1).gifพุทธศาสนาแบบเถรวาท นับเป็นแบบแผนหลักของวัฒนธรรมลาว ซึ่งปรากฏให้เห็นทั่วประเทศ ทั้งในด้านภาษาศิลปะและวรรณคดีศิลปะการแสดง

the-than18 (1).gifชาวลาวส่วนใหญ่นับถือศาสนา พุทธนิกายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ และความเชื่อตามเผ่าต่างๆ

the-than18 (1).gifใช้ภาษาลาวเป็นภาษาทาง รัฐการ


l400.gif



เอกลักษณ์ต่างๆ ของประเทศลาว

l66.gif

the-than139.gifลาวนั้นมี แคน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำชาติ ส่วนวงดนตรีของลาวมีลักษณะคล้ายไทย

the-than139.gifมีท่วงทำนองของการขับลำจะแตกต่างกันไป ตามท้องถิ่น ทางภาคเหนือเรียกว่า ขับ ภาคใต้จาก บอลิคำไซลงไปเรียกว่า ลำ

the-than139.gifลาวมีเอกลักษณ์เต้นรำคือ บัดสลบ และรำวง

the-than139.gifที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างหนึ่งของลาวคือ ผู้หญิงจะนุ่ง ผ้าซิ่น ( ผ้าถุง ) ผู้ชายนุ่ง โสร่ง เฉียงสไบ

the-than139.gifอาหารของชาวลาวจะทาน ข้าวเหนียว เป็นหลักที่เป็นเอกลักษณ์คือ ลาบ แจ่วบอง ไคแผ่น ข้าวจี่ ส้มตำ

l400.gif


สถานที่ท่องเที่ยว

l66.gif



the-than112.gifไหหิน ที่แขวงเชียงขวาง


Image.jpg

the-than112.gifปราสาทวัดพู ที่แขวงจำปาสัก

news_img_396826_1.jpg


the-than112.gifพระธาตุหลวง

Z1S9rPyFGr.jpg

the-than112.gifหอพระแก้ว

1199504000.jpg

the-than112.gifประตูชัย

J120120829144922.jpg


l400.gif


เชื้อชาติและวัฒนธรรม

l66.gif

the-than95.gifเป็น พหุวัฒนธรรม หลายรูปแบบ เนื่องจากมีหลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ยึดมั่นในประเพณีและดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย

the-than95.gifวัฒนธรรม ไทย มีอิทธิพลต่อสังคมลาวมากเนื่องกระแสสื่อไทยและจากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม

ที่มีอยู่เดิม - วัฒนธรรมจาก จีน และ ชาติตะวันตก

ข้อดีข้อด้อยของสังคมวัฒนธรรมลาว จุดแข็ง มีหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ แต่อยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติสุข

the-than95.gifมีอัตลักษณ์ตนเอง เช่น ภาษา การแต่งกาย ประเพณี เป็นต้น จุดอ่อน

the-than95.gifมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมตามเผ่าพันธุ์ ยังขาดเอกภาพทางวัฒนธรรม

the-than95.gifลักษณะวัฒนธรรมลาวกับไทย ใกล้เคียงกันมากที่สุด ในประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย แต่ลาวมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับ เวียดนาม กัมพูชา และจีน มากกว่าไทยนี่เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะไทยหรืออยู่ที่ลาว

ประเทศสิงคโปร์

 วัฒนธรรมของสิงคโปร์
ประชากรสิงคโปร์มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ อีกทั้งส่วนใหญ่ยังยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม  ทำให้สิงคโปร์มีวัฒนธรรมหลากหลาย ทั้งทางด้านอาหาร การแต่งกาย ตลอดจนการเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ และความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าที่แตกต่างกันไป ชาวจีนส่วนมากบูชาเจ้าแม่กวนอิมธิดาแห่งความสุข กวนอูเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม รวมถึงเทพเจ้าจีนองค์อื่นๆ  ขณะที่ชาวฮินดูบูชา        เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ เป็นต้น

เทศกาล สำคัญของสิงคโปร์ ส่วนมากมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา          เริ่มตั้งแต่เทศกาลตรุษจีน (Chinese New Year) ในเดือนกุมภาพันธ์ ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนจะจัดงานเซ่นไหว้เทพเจ้าและงานรื่นเริงสนุกสนาน อื่นๆ  โดยรัฐบาล ห้างร้าน และบริษัทต่างๆ จะหยุดทำการเป็นเวลา 2 วัน  แต่บางแห่งอาจหยุดนานถึง 15 วัน  เทศกาล Good Friday ของชาวคริสต์ในเดือนเมษายน        จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการสละชีวิตของพระเยซูบนไม้กางเขน  เทศกาลวิสาขบูชา (Vesak Day) ของ          ชาวพุทธจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม เพื่อระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า  เทศกาล Hari Raya Puasa ในเดือนตุลาคม เป็นการเฉลิมฉลองของชาวมุสลิมหลังการสิ้นสุดพิธีถือศีลอดหรือรอมฏอน (Ramadan)  และเทศกาล Deepavali ในเดือนพฤศจิกายน เป็นเทศกาลแห่งแสงสว่างและเป็นงานขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดูในสิงคโปร์ 

ชาว สิงคโปร์มีวัฒนธรรมหลากหลายแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ  แต่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน  โดยส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา  รวมถึงความเชื่อเรื่องเทพเจ้า

   เวลาทำการและวันหยุด
เวลาในสิงคโปร์เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง  หน่วยงานราชการและสำนักงานเอกชนเปิดทำการวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.00-17.00 น. และวันเสาร์ เวลา 9.00-13.00 น.  ร้านค้าทั่วไปและห้างสรรพสินค้า เปิดให้บริการวันอาทิตย์ถึงพฤหัสบดี เวลา 10.30-21.00 น. และวันศุกร์ถึงเสาร์ เวลา 10.30-21.30 น.  สำหรับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เปิดทำการวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.00-15.00 น. และวันเสาร์ เวลา 9.30-11.30 น.

ในปี 2551 สิงคโปร์มีวันหยุดราชการ ดังนี้
                 
1 มกราคม New Year’s Day

7-8 กุมภาพันธ Chinese New Year’s Day

21 มีนาคม Good Friday

1 พฤษภาคม Labour Day

       19 พฤษภาคม Vesak Day

 9 สิงหาคม National Day

         1 ตุลาคม Hari Raya Puasa

      28  ตุลาคม Deepavali

     8   ธันวาคม Hari Raya Haji

      25 ธันวาคม Christmas Day

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีวันหยุดอื่นๆ สำหรับสถานศึกษา รวมถึงการสักการะเทพเจ้า และการเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ

ประเทศฟิลิปปินส์


สังคมและวัฒนธรรมของประเทศฟิลิปปินส์

สังคมและวัฒนธรรมของประเทศฟิลิปปินส์
Philippines: Society and Culture

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat

มูลนิธิก้าวไกลในเอเซีย
SpringBoard For Asia Foundation (SB4AF)
Email: pracob@sb4af.org
Blogger: http://pracob.blogspot.com

Keywords: ประเทศฟิลิปปินส์, Philippines,

ชนเผ่า


เด็กๆ ในชนเผ่า Negritos มีลักษณะคล้ายพวกเงาะป่าในประเทศไทยตอนใต้ ปัจจุบันได้มีการผสมเผ่าพันธุ์กับชนเผ่าอื่นๆ จนมีเหลือที่เป็น Negritos แท้ๆ ไม่มากนัก


นอกจากนี้ยังมีชนเผ่าดั่งเดิม Negritos หรือ Aetas มีลักษณะคล้ายเงาะป่าในประเทศไทย แต่คนกลุ่มนี้มีเหลือไม่มากด้วยการมีผสมเผ่าพันธุ์ไปกับชนกลุ่มอื่นๆ ปัจจุบันมีเหลือไม่เกิน 30,000 คน ส่วนพวกประชากรลูกประสมที่เรียกว่า Mestizo มีอยู่ร้อยละ 2 แต่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก จากการศึกษาเผ่าพันธุ์ Stanford genetic study ชาวฟิลิปปินส์มีเลือดผสมที่มาจากยุโรปประมาณร้อยละ 3.6

สำหรับชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาอยู่ในฟิลิปปินส์และกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีมากที่สุดคือชาวจีน มีเป็นร้อยละ 3 ของประชากร ที่เหลือนอกนั้นมีกระจัดกระจาย เช่น อเมริกาเหนือ (North Americans) สเปน (Spaniards) และพวกชาวยุโรป (Europeans) เมกซิกันจากทวีปอเมริกาตอนกลาง (Mexicans) และจากประเทศทางอเมริกาใต้ (Latin Americans) มีบางส่วนจากอาหรับ (Arabs) จากเอเซียใต้ (South Asians) ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesians) จากเอเซียตะวันออกอย่างเกาหลี (Koreans) ญี่ปุ่น (Japanese) เวียดนาม (Vietnamese) และผู้อพยพจากเอเซียอื่นๆ , 


ในลักษณะดังกล่าวจึงจัดได้ว่าประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีชนกลุ่มต่างๆ หลากหลายมากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเซีย ในช่วงหลายทศวรรษหลัง รัฐบาลพยายามทำให้ประเทศมีความเป็นหนึ่งเดียวทางวัฒนธรรมมากขึ้น แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มชนต่างๆ ในประเทศที่ต้องการสงวนวัฒนธรรมและฐานรากทางภาษาของตนไว้ โดยมองว่ารัฐบาลพยายามทำให้ความหลากหลายนั้นถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมกระแสหลักของชาติที่เป็นพวกพูดภาษาตากาลอก (Tagalog)


ภาษา Languages


ดังได้กล่าวแล้วประเทศฟิลิปปินส์มีการใช้ภาษาพูดมากกว่า 170 ภาษา เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มภาษาที่เรียกว่า Western Malayo-Polynesian language อ้นมีพื้นฐานภาษามาจากภาษาในตระกูล Austronesian แต่ตามรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1987 ภาษาตากาลอก และภาษาอังกฤษ คือภาษาของทางราชการ


ภาษาถิ่นอีก 12 ภาษา อ้นมีการพูดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค ภาษาเหล่านี้ได้แก่ Tagalog, Cebuano, Ilokano, Hiligaynon, Waray-Waray, Bikol, Kapampangan, Pangasinan, Kinaray-a, Maranao, Maguindanao, และ Tausug. อันภาษาตากาลอค (Tagalog) จัดเป็นภาษาถิ่นที่มีการใช้มากที่สุด เป็นภาษาที่เป็นภาษาพูดเป็นฐาน แต่มีการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นการออกเสียง ซึ่งคล้ายกับภาษามาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียตนามที่ใช้ฐานภาษาพูดของตน แต่ใช้ตัวอักษรเป็นภาษาอังกฤษหรือตัวอักษรแบบโรมันเป็นฐานในการออกเสียง


ภาษาต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ Spanish, จีน Hokkien, จีน Cantonese, Indonesian, Sindhi, Punjabi, Korean, และ Arabic.


ศาสนา Religion


ประเทศฟิลิปปินส์จัดเป็นประเทศที่มีคนนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มีคนนับถือนิกายโปรเตสแตนท์มากเป็นอันดับ 13 ของโลก มีนับถืออิสลามมากเป็นอันดับที่ 40 เป็นพวกนับถือฮินดูมากเป็นอันดับที่ 7 และนับถือพุทธศาสนามากเป็นอันดับที่ 17 ของโลก


แต่โดยส่วนใหญ่จัดว่าเป็นพวกนับถือคริสตศาสนา ร้อยละ 92 ของชาวฟิลิปปินส์เป็นชาวคริสเตียน และร้อยละ 83 เป้นโรมันแคธอลิก และร้อยละ 9 เป็นชาวโปรเตสแตนท์ แม้ชาวฟิลิปปินส์จะได้รับอิทธิพลด้านศาสนาจากตะวันตกมาก แต่ก็ยังมีพวกนับถือประเพณีท้องถิ่นเดิม


ภาพ Jaime Cardinal Sin ผู้มีบทบาทอย่างมากใน
ช่วงการเปลี่ยนแปลงประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตย

โรมันคาธอลิกมีอิทธิพลต่อทั้งรัฐบาลและกิจกรรมของเอกชนทั่วไป แม้ในรัฐธรรมนูญจะได้มีการแยกศาสนาออกจากรัฐ ในปัจจุบันประเทศมีพระระดับ Cardinals 2 รูป คือ Ricardo Cardinal Vidal และ Jose Cardinal Sanchez ศาสนามีอิทธิพลทางการเมืองสูง ดังเช่น พระ Jaime Cardinal Sin ผู้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ได้เป็นผู้นำทางวิญญาณและมีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐบาลสมัยประธานาธิบดีมาร์คอส (People Power I) และรวมถึงการขับไล่ประธานาธิบดีเอสตราดา (People Power II) ในกรุงมะนิลามีโบสถ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงชือ Manila Cathedral

พวกนิกายโปรเตสแตนท์เป็นอิทธิพลมาจากอเมริกาเหนือ โดยมีพวกนักบวชเผยแพร่ศาสนามาประจำอยู่ โดยมีคริสเตียนในสายท้องถิ่นอิสระอยู่ 2 กลุ่ม อันได้แก่ Aglipay (Philippine Independent Church) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1902 และ กลุ่ม Iglesia Ni Cristo (Church of Christ) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1914 นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Eliseo Soriano-นำโดยพวก Members Church of God International, ซึ่งเรียกโดยชาวท้องถิ่นว่า กลุ่ม Ang Dating Daan ซึ่งเป็นกลุ่มคริสเตียนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกกว่า 2 ล้านคนทั่วโลก

ร้อยละ 5 ของชาวฟิลิปปินส์เป็นมุสลิม พวกที่อยู่ในเขตที่ราบจะเป็นพวกอิสลามทั่วไป แต่ในพวกที่เป็นชาวเขาอาศัยในแถบมินดาเนา ห่างไกลความเจริญ จะเป็นพวกประสมความเชื่อกับไสยศาสตร์ (Animism)

วัฒนธรรม Culture


วัฒนธรรมของฟิลิปปินส์เป็นลักษณะวัฒนธรรมลูกประสมที่ได้รับอิทธิพลจากสเปน จีน เมกซิกัน อเมริกา อาหรับ และมาเลเซีย ในปัจจุบัน อิทธิพลหลักๆ ของฟิลิปปินส์น่าจะมีด้วยกันอย่างน้อย 3 สาย คือพวกสเปน จีน และอเมริกัน

ประเทศมาเลเซีย


วัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย


  

  มีสภาพคล้ายคลึงกับประเทศอินโดนีเซีย ชึ่งเป็นหมู่เกาะอิทธิพลของศาสนาอิสลามได้แพร่เข้ามาในแหลมมลายู ประชากรนับถือศาสนาอิสลาม 55% นับถือศาสนาพุทธ 25% นับถือศาสนาคริสต์ 13% นับถือศาสนาฮินดู 7% และลัทธิศาสนาพื้นเมือง 4% แต่การหันไปนับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่อิสลามเป็นปัญหาอย่างมากเนื่องจากทางภาครัฐจะไม่เปลี่ยนข้อมูลทางราชการให้ มาเลเซียบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ และผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะมีสิทธิพิเศษ คือ ได้รับเงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา สาธารณะสุข การคลอดบุตร งานแต่งงานและงานศพตามนโยบาย "ภูมิบุตร.
ประเทศมาเลเซียมีปัญหาประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ในอดีตเคยเกิดสงครามกลางเมืองเนื่องจากการกีดกันทางเชื้อชาติ ประเทศมาเลเซียประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูร้อยละ 50.4 เป็นชาวภูมิบุตร (Bumiputra) คือบุตรแห่งแผ่นดิน รวมไปถึงชนดั้งเดิมของประเทศอีกส่วนหนึ่ง ได้แก่กลุ่มชนเผ่าในรัฐซาราวัก และรัฐซาบาห์มีอยู่ร้อยละ 11[1] ซึ่งตามรัฐธรรมนูญของมาเลเซียนั้น ชาวมลายูนั้นคือมุสลิม และอยู่ในกรอบวัฒนธรรมมลายู แต่ชาวภูมิบุตรที่ไม่ใช่ชาวมลายูนั้น มีจำนวนกว่าครึ่งของประชากรในรัฐซาราวัก (ได้แก่ชาวอิบัน ร้อยละ 30) และร้อยละ 60 ของประชากรรัฐซาบาห์ (ได้แก่ชาวกาดาซัน-ดูซุน ร้อยละ 18 และชาวบาเจา ร้อยละ 17) [1] นอกจากนี้ยังมีชนพื้นเมืองดั้งเดิมของคาบสมุทรมลายูอีกกลุ่มหนึ่ง คือ โอรัง อัสลี
ประชากรกลุ่มใหญ่ที่ไม่ใช่ชาวภูมิบุตรหรือชนดั้งเดิมเป็นพวกที่เข้ามาใหม่ โดยเป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน มีอยู่ร้อยละ 23.7 ซึ่งมีประจายอยู่ทั่วประเทศ มีชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย อีกร้อยละ 7.1 ของประชากร[1] ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวทมิฬ แต่ยังมีชาวอินเดียกลุ่มอื่น อย่างเกรละปัญจาบคุชรัต และปาร์ซี นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย โดยอาศัยอยู่ในรัฐทางตอนเหนือของประเทศ มีคนเชื้อสายชวา และมินังกะเบาในรัฐทางตอนใต้ของคาบสมุทรอย่าง รัฐยะโฮร์
ชุมชนลูกครึ่งคริสตัง (โปรตุเกส-มลายู) ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และชุมชนลูกครึ่งอื่นๆอย่าง ฮอลันดา และอังกฤษส่วนมากอาศัยในรัฐมะละกา ส่วนลูกครึ่งเปอรานากัน หรือชาวจีนช่องแคบ (จีน-มลายู) ส่วนมากอาศัยอยู่ในรัฐมะละกา และมีชุมชนอยู่ในรัฐปีนัง

ประเทศบรูไน


วัฒนธรรมบรูไน

       บรูไน ดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam) อยู่บนเกาะบอร์เนียว พื้นที่ 5,769 ตร.กม. ตั้งอยู่ใน เขตร้อน ฝนตกเกือบตลอดปีอุณหภูมิประมาณ 24 -32 องศาเซลเซียส พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้เขตร้อน อุดมด้วยนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติ
ประชากร มีประมาณ 330,700 คน คนเชื้อชาติมาลายู 67.2 % คนจีน15 % และคน พื้นเมืองดั้งเดิม 6 % ชนพื้นเมืองในประเทศบรูไน ประกอบด้วย 7 ชนเผ่าด้วยกัน แต่เพื่อให้ความเป็นหนึ่งเดี่ยว ด้านการเมืองการปกครอง ทั้ง 7 ชนเผ่า โดยภาพรวมจะใช้ชื่เรียกว่า มลายู หรือ มาเลย์ สำหรับสำหรับคน ภายในประเทศบรูไนเอง จะแบ่งออกเป็นชนเผ่าตามสภาพความเป็นจริง ชนชาวบรูไน ประกอบด้วยชนเผ่า ต่างๆ ดังนี้ Melayu Brunei, Kedayan, Tutong, Dusun, Belait, Murut, Bisaya

เกร็ดความรู้และวัฒนธรรมของประเทศบรูไน
  • สตรีชาวบรูไนจะแต่งกายมิดชิด นุ่งกระโปรงยาว เสื้อแขนยาว และมีผ้าโพกศีรษะ คนต่างชาติ จึงไม่ ควรนุ่งกระโปรงสั้น และใส่เสื้อไม่มีแขน ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเหลือง เพราะถือเป็นสีของพระมหากษัตริย์ การทักทายจะจับมือกันเบาๆ และสตรีจะไม่ ยื่นมือให้บุรุษจับ การชี้นิ้วไปที่คนหรือสิ่งของถือว่าไม่สุภาพ แต่ จะใช้หัวแม่มือชี้แทน และจะไม่ใช้มือซ้ายในการส่งของให้ผู้อื่น สตรีเวลานั่งจะไม่ให้เท้าชี้ไปทางผู้ชาย และไม่ ส่งเสียงหรือหัวเราะดัง
     
  • ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ภาษาราชการของบรูไนคือภาษามาเลย์ ซึjงเป็นภาษาที่ชาวบรูไนใช้กัน มากเนื่องจากชาวบรูไนร้อยละ 66 มีเชื้อสายมาเลย์ อย่างไรก็ตาม ชาวบรูไนส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาอังกฤษ ได้ และสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อธุรกิจได้เช่นกัน รวมไปถึงภาษาจีนซึง เป็นภาษาที่มีการใช้กันมาก เนื่องจากมีชาวบรูไนเชื้อสายจีนอยู่ถึงร้อยละ 11 การเรียนรู้ภาษามาเลย์จะช่วยสร้างความประทับใจให้คู่เจรจา ชาวบรูไนได้
     
  • การติดต่อหน่วยงานในบรูไน เวลาเปิดทำการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และธนาคารในบรูไน มีรายละเอียดที่ควรทราบดังนี้

     
  • การรับประทานอาหารร่วมกับชาวบรูไน โดยเฉพาะคู่เจรจาที่เป็นชาวมุสลิมควรระมัดระวังการสั่ง อาหารที่เป็นเนื้อหมูและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากผิดหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลาม และอาจขอให้คู่ เจรจาชาวบรูไนช่วยเลือกร้านอาหาร ทั้งนี้บรูไนไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิปในร้านอาหาร ในกรณีที่เป็น ร้านอาหารขนาดใหญ่จะมีการเก็บค่าบริการเพิ่มร้อยละ 10 อยู่แล้ว

ประเทศพม่า


วัฒนธรรมของพม่า

อาจกล่าวได้ว่า หากคุณเกิดเป็นลูกชายในครอบครัวชาวไทยใหญ่ ไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหน พ่อแม่ญาติพี่น้องจะต้องอยากเห็นคุณเข้าร่วมพิธีกรรมที่มีชื่อว่า ปอยส่างลอง สักครั้งในชีวิต เพราะพิธีกรรมนี้คือความภาคภูมิใจของพ่อแม่และชุมชนไทยใหญ่ที่ได้เห็นบุตรหลานของตนเปลี่ยนสถานภาพจากเด็กชายในโลกปุถุชนไปเป็นสามเณรในโลกธรรมะ
ปอยส่างลอง เป็นภาษาไทยใหญ่ คำว่า ปอย หมายถึง งานหรือพิธี ส่วนคำว่า ส่างลอง หมายถึง ผู้ที่จะบรรพชาเป็นสามเณรหรือส่าง รวมแล้วหมายถึง พิธีบรรพชาสามเณร นั่นเอง เชื่อกันว่า หากลูกชายได้ผ่านพิธีกรรมนี้จะได้อานิสงค์ 8 กัลป์ ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าภาพบวชลูกผู้อื่นจะได้อานิสงค์ 4 กัลป์
ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีโรงเรียน การบรรพชาเป็นสามเณรนอกเหนือจากเป็นโอกาสของบุตรชายที่จะได้ทดแทนบุญคุณมารดาแล้ว ยังเป็นโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้อีกด้วย ตามปกติ ปอยส่างลองมักจะจัดขึ้น เมื่อสิ้นฤดูการเก็บเกี่ยว คือประมาณเดือนมีนาคม- เมษายนของทุกปี แต่ละหมู่บ้านจะมีการประชุมตกลงกันว่าจะจัดในช่วงเวลาไหน โดยจะไม่ให้ตรงกับที่อื่น เพื่อที่จะได้มีโอกาสไปร่วมงานปอยส่างลองในหมู่บ้านอื่น ๆ ได้
โดยปกติ ปอยส่างลอง มักจะจัดกันประมาณ 5 - 7 วัน พ่อแม่หรือผู้ปกครองของส่างลองจะต้องเตรียมข้าวของเงินทองและเครื่องใช้สำหรับจัดงานและเสาะหาผู้ที่จะมาดูแลส่างลองทั้งชายและหญิง หรือที่เรียกกันว่า“แม่เลี้ยงสาว”และ“ป้อเลี้ยงหม่าว” โดยจะต้องมีเป็นคู่ อาจจะมี 2 - 3 คู่ ป้อเลี้ยงหม่าวจะคอยผลัดเปลี่ยนกันแบกส่างลอง ส่วนแม่เลี้ยงสาวจะดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารและการแต่งตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นญาติ ๆ หรือคนที่รู้จักสนิทสนมกัน
ก่อนถึงวันงาน บรรดาผู้ปกครองและญาติ ๆ จะพาส่างลอง ไปโกนผมที่วัด จากนั้น ส่างลองจะต้องนุ่งขาวห่มขาวและรับศีลห้า จากพระสงฆ์ จากนั้นบางแห่งจะมีการเดินขบวนกันไปขอขมาและเดินทางไปยังศาลเจ้าประจำหมู่บ้านเป็นการบอกกล่าวว่าจะมีการจัดปอยส่างลองขึ้น
ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการ “รับส่าง” หรือ “ฮับส่าง” ในวันนี้ บรรดาญาติ ๆ ของส่างลองที่เป็นผู้หญิงจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงส่างลอง โดยจะช่วยกันแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่งหน้าทาปากให้สวยที่สุด การแต่งกายของส่างลองจะประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่เป็นเครื่องประดับศีรษะ เสื้อและกางเกง
ส่วนที่ประดับศีรษะจะวางมวยผมของผู้เป็นบุพการีไว้บนศีรษะและโพกด้วยผ้าที่มีสีสันแล้วคลี่เป็นรูปพัดให้สวยงาม สมัยก่อนประดับประดาไปด้วยดอกไม้สดนานาชนิดแต่ปัจจุบันนิยมใช้ดอกไม้ประดิษฐ์เพราะความคงทนและสามารถนำไปใช้บวชได้อีกหลายงาน ส่วนเสื้อจะเป็นเสื้อคอกลมแขนยาวปักดิ้นเงินดิ้นทองระยิบระยับเมื่อต้องกับแสงแดดและสวมทับด้วยเครื่องประดับที่เรียกว่า “แคบคอ” และสร้อยมุก กางเกงเป็นแบบโจงกระเบน ปัจจุบัน นิยมตัดเย็บเป็นกางเกงสำเร็จรูป ใส่ถุงเท้าสีขาวคลุมน่องเป็นอันเสร็จเรียบร้อย
มีหลายตำนานความเชื่อที่พยายามอธิบายถึงที่มาที่ไปของการแต่งองค์ทรงเครื่องส่างลองให้เหมือนกับเจ้าชายตัวน้อย บ้างก็ว่าเป็นการจำลองการผนวชของเจ้าชายสิทธัทถะที่เสวยสุขก่อนจะสละราชสมบัติและออกผนวชในสมัยพุทธกาล อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า ในสมัยก่อนมีเด็กชายหน้าตาอัปลักษณ์ ทั้งยากจนและกำพร้าพ่อ ในขณะนั้นบรรดาลูกเศรษฐีในหมู่บ้านของเขาได้รวมตัวกันจัดปอยส่างลองขึ้น เด็กชายอัปลักษณ์อยากเป็นส่างลองแต่แม่ของเขาไม่มีเงิน เขาถูกคนอื่นๆ พูดจาถากถางว่าจนแล้วยังอยากที่จะเป็นส่างลองอีก เมื่อ บุนสาง หรือ พระพรหม ทราบเรื่อง จึงแปลงร่างเป็นชายชรามาให้เงินเพื่อนำไปจัดงาน และเสกให้เด็กชายหน้าตาอัปลักษณ์คนนั้นกลายเป็นเจ้าชายรูปงาม เมื่อแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ชาวบ้านที่พบเห็นต่างกล่าวชื่นชมความงดงามส่างลองผู้นี้ตลอดทาง
บรรดาเจ้าชายตัวน้อยๆ จะได้รับการดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดีเหมือนเป็นเจ้าชายจริง ๆ จะให้เท้าแตะพื้นไม่ได้ ซึ่ง “ตะแป่” จะเป็นผู้ที่แบกส่างลองไว้บนบ่าเมื่อต้องเดินขบวนแห่ หรือไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยจะมีบรรดาพี่เลี้ยงคอยกางร่มทองคำและดูแลเรื่องอาหารการกินและความเรียบร้อยของทรัพย์สินเครื่องประดับไม่ให้ขาดตกบกพร่อง และที่สำคัญอย่าให้ คลาดสายตา เพราะถ้าเผลอ อาจจะมีคนแกล้งอุ้มส่างลองไปซ่อน ซึ่งพี่เลี้ยงต้องหาตัวให้พบ และเมื่อพบแล้ว ผู้ที่ลักส่างลองไปจะไม่ยอมให้ตัวส่างลองไปง่าย ๆ แต่จะเรียกเงินกันเป็นค่าไถ่ตัว พี่เลี้ยงต้องยอมจ่ายเงินตามที่ถูกเรียกอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้
ขั้นตอนต่อไป “ตะแป่” จะแบกส่างลอง เข้าแถวไปเป็นขบวน ซึ่งกระหึ่มไปด้วยเสียง กลองมองเซิง เครื่องดนตรีประจำชาติของไทยใหญ่ บรรเลงร่วมกับฉาบและมอง(หรือฆ้อง-ฆ้องแบบไทยใหญ่จะประกอบด้วย ฆ้องขนาดต่าง ๆ ประมาณ 6 ลูกหรือมากกว่านั้นที่เรียงกันโดยใช้ 2 คนแบกหน้าหลัง คนข้างหลังจะเป็นคนตี โดยคันที่ใช้ตีจะเชื่อมกับไม้ตีทั้ง 6 ทำให้ตีครั้งเดียวจะเกิดเสียงฆ้องสูงต่ำกังวานประสานกัน) ขบวนจะร่ายรำไปตามที่ต่างๆ เพื่อ “กั่นตอ” หรือ “ขอขมา” โดยชาวบ้านจะนำข้าวตอกมาโปรยเมื่อขบวนส่างลองผ่านมาเป็นการอวยพร
จากนั้นจะเป็นการ “แห่โคหลู่” (เครื่องไทยทาน)และส่างลองไปยังวัด ในวันนี้ชาวบ้านมาร่วมงานกันมากซึ่งแต่ละคน ก็จะแต่งกายชุดประจำชาติไทยใหญ่ร่วมขบวนกันอย่างสวยงาม จากนั้นจะประกอบพิธีที่เรียกว่า “ฮ่องขวัญ” หรือ “เรียกขวัญ” คล้ายกับการทำขวัญนาค และเลี้ยงอาหาร 12 ชนิด (ในสมัยก่อนมีถึง 32 ชนิด จากความเชื่อว่าผู้บรรพชาต้องมีอวัยวะครบ 32 ปัจจุบัน เหลือเพียง12 ชนิด ซึ่งบางตำราก็กล่าวว่า หมายถึงข้าวปลาธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ตลอดปี)
ในวันรุ่งขึ้นจึงจะถึงพิธีบรรพชา ในช่วงเช้าของวันจะเป็นการแห่ส่างลองในชุดประดับประดาเต็มยศไปยังวัด ในช่วงบ่ายจะเป็นพิธีกรรมในอุโบสถ โดยส่างลองจะกล่าวคำขออนุญาตบรรพชาจากพระเถระ เมื่อได้รับอนุญาตจากพระเถระแล้วจึงรับจีวรจากบิดามารดาเพื่อเปลี่ยนจากชุดส่างลองไปห่มผ้าเหลืองถึงตอนนี้อาจจะมีเสียงพระเถระประกาศให้ช่วยกันเช็ดลิปสติก บรัชออน และอายชาโดว์ที่ช่วยกันแต่งแต้มอย่างสวยงามในตอนเช้าออกให้หมดจด เพราะเมื่อรับศีลสิบแล้วจะถือว่าเป็นสามเณรอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าเณรน้อยในผ้าเหลืองยังปากแดง แก้มแดงอยู่ ก็คงจะดูไม่เหมาะนัก เมื่อพิธีกรรมในการบรรพชาเสร็จสิ้นลง ผู้คนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่อาจจะมีการเลี้ยงฉลองความสำเร็จในการจัดเตรียมปอยส่างลองในหมู่ญาติพี่น้องและเจ้าภาพที่จัดงาน
ปัจจุบัน ชุมชนชาวไทยใหญ่ทั้งในรัฐฉาน ประเทศพม่า และชายแดนภาคเหนือของไทยยังคงจัดงานปอยส่างลองอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารูปแบบการจัดงานของแต่ละแห่งจะแตกต่างกันไปตามงบประมาณที่มี แต่สิ่งที่เท่าเทียมกันก็คือ ความภาคภูมิใจ ที่ได้เห็นเด็กชายห่มผ้าเหลืองและบุญกุศุลที่ได้จากการเปลี่ยนสถานภาพบุตรหลานจากโลกปุถุชนเข้าสู่โลกธรรมะ ดังเช่น งานปอยส่างลองที่จัดขึ้นในชุมชนชาวไทยใหญ่ที่หนีภัยการสู้รบมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2545
เวลาประมาณ 8 โมงเช้า ของวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2545 เด็กชายวัย 8-19 ปีจำนวน 40 คนในชุดสีขาวกำลังยืนเข้าแถวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข แม้วันนี้ พวกเขาจะไม่ได้เป็น “เจ้าชายสิทธัทถะ” ใส่เครื่องประดับสวยงาม ขี่หลัง “ตะแป่” เหมือนกับส่างลองในงานปอยส่างลองที่อื่น แต่พวกเขาก็ยังตื่นเต้นดีใจที่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะได้เปลี่ยนจากเสื้อกางเกงสีขาวเป็นจีวรสีเหลือง สร้างบุญกุศลให้กับพ่อแม่ญาติพี่น้องและคนในชุมชนที่ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ขึ้น
จายแสง เด็กชายวัย 10 ขวบ บอกเล่าถึงสาเหตุที่ต้องมาอยู่ที่นี่และความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมวันนี้ว่า
“ที่หมู่บ้านผมมีการสู้รบบ่อยๆ ผมจึงต้องหนีมาอยู่ที่นี่ และผมดีใจมากที่ได้บวชในวันนี้”
พิธีปอยส่างลองที่นี้มีความแตกต่างจากที่อื่นในหลายเรื่อง อาทิ อายุของเด็กชายที่เข้าร่วมงานซึ่งบางคนล่วงเลยมาถึง 19 ปี รวมทั้งหลายคนเป็นเด็กกำพร้า เพราะนับตั้งแต่ชุมชนแห่งนี้อพยพหนีภัยการสู้รบมาจากฝั่งรัฐฉานเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา พวกเขาต้องมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก เนื่องจากไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยให้เป็นผู้ลี้ภัย พ่อแม่ของเด็ก ๆ ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิต ด้วยรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 70-80 บาท จากสถานภาพที่ไม่แน่นอนและรายได้ที่จำกัดเช่นนี้ ทำให้กว่าจะได้จัดงานบวชครั้งนี้ เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปจนอายุของเด็กหลายคนมากกว่าเด็กที่เข้าร่วมพิธีทั่วไป และด้วยงบประมาณอันจำกัด การจัดงานในครั้งนี้จึงไม่สามารถเนรมิตให้ “ลูกชาย” เป็น “เจ้าชาย” ได้ดังตั้งใจ รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ส่วนใหญ่ก็หยิบยืมหรือได้รับการบริจาคจากชุมชนภายนอก ด้วยเหตุนี้ เฉดสีเหลืองของจีวรในงานนี้จึงมีตั้งแต่สีอ่อนซีดไปจนถึงสีเข้ม รวมทั้งขนาดเล็กใหญ่ไม่พอดีกับขนาดตัวของผู้สวมใส่ แต่ถึงกระนั้น ผู้เข้าร่วมงานทุกคนก็ยังมองภาพบุตรหลานในชุดจีวรสีเหลืองด้วยความปลาบปลื้มใจ
พีธีกรรมในวันนี้ จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ในช่วงเช้า “ส่างลอง” จะใส่ชุดสีขาวเข้าแถวเรียงตามลำดับไหล่ยาวต่อกันไป ด้านหลังมีขบวนวงดนตรีแบบไทยใหญ่ครบชุด ตามด้วยครอบครัวและสมาชิกในชุมชน ขบวนค่อยๆ เคลื่อนออกจาก หมู่บ้านไปยังวัดซึ่งสร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่ จุคนได้ไม่เกิน 100 คน ทำให้บรรดาแขกเหรื่อส่วนใหญ่ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก และเด็กๆ พากันแอบมองลอดฟากไม้ไผ่ดูผู้คนด้านในกันอย่างสนุกสนาน พิธีกรรม ภายในจะมีพระ 4 - 5 รูป สวดมนต์ และญาติช่วยใส่จีวรใหม่ให้ หลังจากประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเปลี่ยนผ่าน “ส่างลอง” เป็นสามเณรแล้ว พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะนำข้าวของจำเป็นไปถวาย ก่อนที่พิธีจะเสร็จสิ้นลงในช่วงบ่าย
ผู้ปกครองคนหนึ่งเปิดเผยความรู้สึกของตนที่ได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูกชายว่า
“มันเจ็บปวดเล็กน้อยที่เราต้องจัดงานบวชครั้งนี้แตกต่างจากที่เคยทำในรัฐฉาน แต่อย่างน้อยผมก็ยังภูมิใจที่ได้เห็นลูกชายอยู่ในผ้าเหลือง”
ปอยส่างลองที่ชายแดนไทย-พม่าแห่งนี้นับเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ดีว่า พิธีกรรมนี้มีความสำคัญสำหรับชีวิตลูกผู้ชายชาวไทยใหญ่ และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ไม่ว่างานจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่หรือเล็กกะทัดรัดเพียงใด รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจของผู้คนที่เข้า